Welcome, Guest. Please login or register.
Did you miss your activation email?

Login with username, password and session length

 
Advanced search

18496 Posts in 3887 Topics- by 6585 Members - Latest Member: titinunt

September 02, 2014, 04:02:43 PM
ติวเตอร์ออนไลน์ ชุมชนคนรักเรียนห้องเรียนหมวดวิชาภาษาไทยและหมวดความรู้ทั่วไป สวัสดีครับ
Pages: [1] 2   Go Down
Print
Author Topic: สวัสดีครับ  (Read 5576 times)
Pond
สมาชิกรุ่นใหญ่
****
Posts: 69


« on: June 26, 2009, 08:05:16 PM »

    คำว่า นิยาย,เรื่องสั้น และ นิยาย แตกต่างกันอย่างไรครับ
Logged
KhunBoy
คุณบอย
Administrator
สมาชิกใหม่
*
Posts: 11

คุณบอย


« Reply #1 on: June 26, 2009, 11:30:10 PM »

    คำว่า นิยาย,เรื่องสั้น และ นิยาย แตกต่างกันอย่างไรครับ

สวัสดีครับ น้อง Pond

ดูจากคำถามแล้ว น้องน่าจะถามว่า นิยาย นวนิยาย และ เรื่องสั้น ต่างกันอย่างไร ใช่ไหมครับ?

ก่อนอื่นเรามาดูความหมายของคำกันก่อน

  • นิยาย คือ เรื่องที่แต่งขึ้นซึ่งเน้นความบันเทิง อาจจะแต่งขึ้นโดยอ้างอิงจากเรื่องจริง หรือ
    จิตนาการก็ได้ และสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายๆ ตอน
  • นวนิยาย มาจากคำว่า นว (นะ-วะ แปลว่า ใหม่) กับคำว่า นิยาย คือ นิยายที่แต่งขึ้นใหม่
    บางตำราก็ให้คำนิยามว่าเป็นนิยายแบบตะวันตก ที่แต่งขึ้นตามสมัยนิยม มีลักษณะ
    การดำเนินเรื่องที่ใกล้เคียงกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
  • เรื่องสั้น คือ งานเขียนที่เรียบเรียงขึ้นในรูปแบบร้อยแก้ว มีลักษณะคล้าย นวนิยาย
    แต่มีขอบเขตของเรื่องสั้นกว่า มีรูปแบบที่กระชับ และมักจบด้วยการทิ้งข้อคิดไว้ท้ายเรื่อง

ซึ่งถ้าดูจากความหมายแล้ว ทั้ง นิยาย นวนิยาย และ เรื่องสั้น มีความแตกต่างกันที่เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
ผิดถูกอย่างไร รออาจารย์ลูกหว้ามายืนยันคำตอบอีกทีนะครับ

 Smiley
Logged

¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯
สมาชิกกิตติมศักดิ์
*****
Posts: 110



« Reply #2 on: June 29, 2009, 01:54:42 AM »

    คำว่า นิยาย,เรื่องสั้น และ นิยาย แตกต่างกันอย่างไรครับ

สวัสดีครับ น้อง Pond

ดูจากคำถามแล้ว น้องน่าจะถามว่า นิยาย นวนิยาย และ เรื่องสั้น ต่างกันอย่างไร ใช่ไหมครับ?

ก่อนอื่นเรามาดูความหมายของคำกันก่อน

  • นิยาย คือ เรื่องที่แต่งขึ้นซึ่งเน้นความบันเทิง อาจจะแต่งขึ้นโดยอ้างอิงจากเรื่องจริง หรือ
    จิตนาการก็ได้ และสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายๆ ตอน
  • นวนิยาย มาจากคำว่า นว (นะ-วะ แปลว่า ใหม่) กับคำว่า นิยาย คือ นิยายที่แต่งขึ้นใหม่
    บางตำราก็ให้คำนิยามว่าเป็นนิยายแบบตะวันตก ที่แต่งขึ้นตามสมัยนิยม มีลักษณะ
    การดำเนินเรื่องที่ใกล้เคียงกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
  • เรื่องสั้น คือ งานเขียนที่เรียบเรียงขึ้นในรูปแบบร้อยแก้ว มีลักษณะคล้าย นวนิยาย
    แต่มีขอบเขตของเรื่องสั้นกว่า มีรูปแบบที่กระชับ และมักจบด้วยการทิ้งข้อคิดไว้ท้ายเรื่อง

ซึ่งถ้าดูจากความหมายแล้ว ทั้ง นิยาย นวนิยาย และ เรื่องสั้น มีความแตกต่างกันที่เนื้อเรื่อง การดำเนินเรื่อง
ผิดถูกอย่างไร รออาจารย์ลูกหว้ามายืนยันคำตอบอีกทีนะครับ

 Smiley

มาแล้วค่ะ มาแล้ว  ขอโทษจริง ๆ เสาร์อาทิตย์ติดสอนต่างจังหวัดไม่ได้เอาคอมพิวเตอร์ไปด้วยค่ะ  Grin Grin
เข้าเรื่องเลยแล้วกันนะคะ   ขอบคุณKhunBoy มาก ๆ ค่ะที่ใจดีมาตอบให้  Cheesy Cheesy  ขออนุญาตอธิบายเสริมนิดนึงก็แล้วกันนะคะ
นิยาย   คือเรื่องเ่ล่าหรือนิทานพื้นบ้านที่เล่าสืบต่อกันมา เช่นขุนช้างขุนแผน ราชาธิราช เป็นต้น 
     นิยายมีลักษณะดังนี้
           ๑.๑ ผู้เล่าพยายามทำให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านรู้สึกเสมือนว่าเป็นเรื่องจริงโดยใช้วิธีการเล่าเรื่องตามลำดับเหตุการณ์ 
           ๑.๒ เนื้อเรื่องจะสร้างขึ้นมาจากจินตนาการ ตัวละครมักจะมีเทพ เทวดา นางฟ้า ประกอบอยู่ด้วย
           ๑.๓ บทพูดของตัวละครจะพูดกันด้วยสำนวนผู้แต่งคล้าย ๆ กันไปหมด

นวนิยาย  คือเรื่องเล่าแบบใหม่ ตามที่คุณบอยได้แยกศัพท์ไว้ให้นั่นแหล่ะค่ะ ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษคือ Novel  ที่เราเรียกว่าเป็นเรื่องเล่าแบบใหม่นั้น เป็นเพราะว่าในขณะที่บัญญัติศัพท์"นวนิยาย"ขึ้นมานั้น  นวนิยาย เป็นของแปลกใหม่สำหรับคนไทยที่เคยแต่งกันมาแต่ดึกดำบรรพ์นั่นเอง  เช่น นวนิยายเรื่องความพยาบาท เป็นต้น 
     ลักษณะของนวนิยายมีดังนี้
           ๒.๑ ผู้เขียนมักใช้กลวิธีในการเขียนเป็นการบอกเป็นนัยว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องแต่งไม่ใช่เรื่องจริง แม้ว่าจะเขียนถึงสถานการณ์จริง หรือบุคคลจริงก็ตาม
           ๒.๒ เนื้อเรื่องมักสมจริงว่าเป็นยุคสมัยนั้น ๆ มากกว่า มีความซับซ้อนของเนื้อเรื่องและความคิดของของตัวละคร   ซึ่งอาจจะทำให้นวนิยายมีลักษณะชวนติดตามมากกว่านิยาย
           ๒.๓ บทสนทนาในนวนิยาย จะมีความสมจริงมากกว่าบทสนทนาในนิยาย  ตัวละครในนวนิยายเป็นแบบฉบับของบุคคลที่มีชีวิตจริง และพฤติกรรมของตัวละครก็สอดคล้องกับลักษณะความเป็นไปที่ปรากฏขึ้นจริงในสถานที่และยุคสมัยนั้น ๆ

เรื่องสั้น  เป็นงานเขียนประเภทร้อยแก้ว  ความยาวประมาณ ๑,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ คำ   ไม่ยาวไปกว่านี้เพราะมิฉะนั้นก็จะกลายเป็นนวนิยายไป  เนื่องจากเรื่องสั้นกับนวนิยายมีองค์ประกอบเหมือน ๆ กัน(โครงเรื่อง ฉาก แก่นเรื่อง) 
     ความแตกต่างระหว่านวนิยายกับเรื่องสั้น
           ๓.๑ ต่างกันที่ความยาวของเรื่อง
           ๓.๒ ตัวละครสำคัญน้อยกว่านวนิยาย
           ๓.๓ โครงเรื่องมีเพียงหนึ่งเดียว
           ๓.๔ ฉากมักมีไม่มาก(จริง ๆ ๑-๒ ฉากก็พอแล้วค่ะ)
           ๓.๕ มักมีแนวคิดสำคัญเพียงแนวคิดเดียว

พอจะแยกออกไหมคะ   Cheesy Cheesy Cheesy   ถ้ายังไม่เข้าใจเขียนมาถามได้เลยนะคะ

Logged
Pond
สมาชิกรุ่นใหญ่
****
Posts: 69


« Reply #3 on: June 29, 2009, 09:46:08 PM »

   ขอบคุณครับ ผมสอบได้คะแนนดีขึ้นมากเลยครับ Smiley
Logged
¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯
สมาชิกกิตติมศักดิ์
*****
Posts: 110



« Reply #4 on: June 30, 2009, 01:10:56 AM »

   ขอบคุณครับ ผมสอบได้คะแนนดีขึ้นมากเลยครับ Smiley

ดีใจด้วยนะคะ  Cheesy Cheesy   สอบกลางภาคเหรอคะ
Logged
Pond
สมาชิกรุ่นใหญ่
****
Posts: 69


« Reply #5 on: June 30, 2009, 07:02:49 PM »

  สอบเก็บคะแนนเล็กๆครับ
Logged
Pond
สมาชิกรุ่นใหญ่
****
Posts: 69


« Reply #6 on: July 15, 2009, 04:40:20 PM »

    กริยาสภาวมาลา คืออะไรครับ Cheesy
Logged
¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯
สมาชิกกิตติมศักดิ์
*****
Posts: 110



« Reply #7 on: July 17, 2009, 12:39:45 AM »

กริยาสภาวมาลา คือกริยาที่ทำหน้าที่เป็นคำนามของประโยค อาจเป็นได้ทั้ง ประธาน กรรม หรือส่วนขยายก็ได้

เช่น "หัวเราะ" เป็นคำกริยา
แล้วถ้าจะเอาคำว่า หัวเราะ ให้มีหน้าที่เป็นกริยาสภาวมาลา จะต้องทำอย่างไร?

อย่างที่พี่บอก กริยาสภาวมาลา คือกริยาที่ทำหน้าที่เป็นคำนามของกระโยค อาจเป็นได้ทั้งประธาน กริยา กรรม และส่วนขยาย ใช่มั้ยคะ

งั้นลองมาทำคำกริยา "หัวเราะ" ให้มีหน้าที่ในประโยคต่างๆ กันเลยค่ะ
1. ทำให้เป็นประธานของประโยค > หัวเราะทำให้จิตใจเบิกบาน
- หัวเราะ ในที่นี้ ทำหน้าที่เป็นประธาน เทียบเป็นภาษาอังกฤษคล้ายกับการขึ้นต้นประโยคด้วยคำว่า Laughing is ...

2. ทำให้เป็นกรรมของประโยค > เด็กๆ ดูตัวการ์ตูนแล้วชอบหัวเราะ
- "(การ) หัวเราะ" นั้น ถูกเด็กๆ ชอบ ดังนั้น หัวเราะเป็นกรรม

3. ทำให้เป็นส่วนขยายของประโยค > เด็กๆ เดินหัวเราะกันมาตลอดทาง
- คำว่าหัวเราะ ในที่นี้ มีหน้าที่ขยายกริยาอาการเดิน ว่า เด็กไม่ได้เดินเฉยๆ แต่เดินไปหัวเราะไปค่ะ

** เห็นมั้ยล่ะคะว่า "หัวเราะ" เนี่ย มันเป็นกริยาก็จริง แต่เมื่อมันถูกยกให้มาทำหน้าที่เป็นสภาวมาลาแล้วเนี่ย มันกลับไม่ได้เป็นกริยาหลักในประโยคเลย มาดูกันอีกทีนะคะ

1.หัวเราะทำให้จิตใจเบิกบาน (ประธาน)
กริยาประโยคนี้คือคำว่า ทำให้
(ประธาน คือผู้ทำกริยา - "หัวเราะ" นั้น ทำให้ จิตใจเบิกบาน ... ผู้ที่ทำให้จิตใจเบิกบานคือการหัวเราะ ดังนั้นหัวเราะจึงทำหน้าที่เป็นประธาน)

2.เด็กๆ ดูตัวการ์ตูนแล้วชอบหัวเราะ (กรรม)
กริยาประโยคนี้คือคำว่า ทำให้
(กรรม คือผู้ถูกกระทำ - เด็กๆ ชอบหัวเราะ , "หัวเราะ" นั้น ถูกเด็กๆ ชอบ ... ดังนั้นหัวเราะจึงทำหน้าที่เป็นกรรม)

3. เด็กๆ เดินหัวเราะกันมาตลอดทาง (ส่วนขยาย)
คำว่า หัวเราะ นั้นขยายกริยา "เดิน" ว่า ...ไม่ได้เดินเฉยๆ แต่เดินไปหัวเราะไป ...คำว่าหัวเราะ จึงทำหน้าที่เป็นส่วนขยายค่ะ
« Last Edit: July 17, 2009, 12:43:11 AM by ¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯ » Logged
Pond
สมาชิกรุ่นใหญ่
****
Posts: 69


« Reply #8 on: July 17, 2009, 11:54:53 AM »

   ถามต่อนะครับ
       1.   ถ้าเราเติมคำว่า การ นำหน้าคำว่า "หัวเราะ" ทำให้คำนี้เป็นอาการนาม คำว่า "การหัวเราะ" จะยังเป็นกริยาสภาวมาลาอยู่หรือเปล่าครับ
       2. และผมเคยได้ยินว่า กริยาสภาวมาลา ต้องอยู่ในรูปของกลุ่มคำ มันหมายความว่าอย่างไรครับ ช่วยอธิบายหน่อยครับ
Angry
Logged
¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯
สมาชิกกิตติมศักดิ์
*****
Posts: 110



« Reply #9 on: July 21, 2009, 04:09:22 AM »

   ถามต่อนะครับ
       1.   ถ้าเราเติมคำว่า การ นำหน้าคำว่า "หัวเราะ" ทำให้คำนี้เป็นอาการนาม คำว่า "การหัวเราะ" จะยังเป็นกริยาสภาวมาลาอยู่หรือเปล่าครับ
       2. และผมเคยได้ยินว่า กริยาสภาวมาลา ต้องอยู่ในรูปของกลุ่มคำ มันหมายความว่าอย่างไรครับ ช่วยอธิบายหน่อยครับ
Angry

เอาอย่างนี้ดีกว่า  เดี๋ยวครูจะให้หลักการสังเกตควบคู่กันกับเรื่องที่หนูสงสัยดีกว่าแล้วค่อยตอบคำถามจะได้เข้าใจมากขึ้น
   กำลังสับสนระหว่าง "อาการนาม" กับ "กริยาสภาวมาลา" ใช่ไหมคะ


อาการนาม  เป็นชื่อของกิริยาอาการของ คน สัตว์       สูตร (อาการนาม = การ,ความ + คำนาม,คำวิเศษณ์)
         ใช้คำว่า "การ" นำหน้าคำนามหรือคำวิเศษณ์เมื่อ เป็นคำกริยา เช่น การกิน  การอยู่
         ยกเว้น* กริยาที่มีคำว่า  " มี เป็น เกิด ดับ เจริญ เสื่อม หรือกริยาที่เกี่ยวกับจิตใจ"  ต้องใช้ "ความ" นำหน้า
                เช่น ความมี  ความตาย  ความคิด  ความรัก


         ใช้คำว่า "ความ" นำหน้าคำนามหรือคำวิเศษณ์เมื่อ เป็นคำวิเศษณ์   เช่น   ความดี  ความชั่ว

ข้อสังเกต ๑ กริยาที่ไม่มี  "การ" หรือ "ความ" นำหน้า เรียกว่ากริยาสภาวมาลา
                (จะคอยเป็นส่วนประกอบของประโยคอยู่กันเป็นกลุ่มคำ)  เช่น "หาบ ดีกว่า คอน"   
         ส่วนอาการนามที่มาจากคำวิเศษณ์นั้น  แม้ว่าจะไม่มี "ความ" นำหน้า ก็ต้องนับเป็นอาการนาม
          เช่น   "รักดีหามจั่ว  รักชั่วหามเสา"  (คือคำว่าดีกับชั่วในตัวอย่างนี้ มันซ่อนคำว่า
                "ความ"ไว้น่ะค่ะ ถ้าเขียนเต็ม ๆ คือ  รักที่จะทำความดีหามจั่ว รักที่จะทำความชั่วหามเสา)

ข้อสังเกตที่ ๒  คำอาการนามทั้งหมด ต้องมีคำกริยา หรือวิเศษณ์อยู่เป็นหลัก และมีคำ "การ" หรือ "ความ" ประกอบไว้ข้างหน้า  หรือละไว้เหมือนที่ครูอธิบายเรื่อง "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา" น่ะค่ะ  แต่ถ้าไม่มีคำกริยา หรือวิเศษณ์อยู่ด้วยถึงจะมีคำว่า  "การ" "ความ" ก็ไม่นับว่าเป็นอาการนาม เช่น  การเรือน  (เพราะ "เรือน" คือคำนาม ไม่เข้าสูตรที่ครูให้ไว้ใช่ไหมคะ) เพราะฉะนั้น คำว่า "การเรือน" จึงไม่จัดเป็นอาการนาม 

ทีนี้มาตอบคำถามกันดีกว่า


ข้อแรก      "การหัวเราะ" เป็นอาการนามค่ะ เพราะเข้าสูตร(อาการนาม = การ,ความ + คำนาม,คำวิเศษณ์)
 
           
คำถามต่อมา   "และผมเคยได้ยินว่า กริยาสภาวมาลา ต้องอยู่ในรูปของกลุ่มคำ มันหมายความว่าอย่างไรครับ
           ช่วยอธิบายหน่อยครับ"
           ตามที่ได้ยินมาน่ะถูกแล้วค่ะ  เพราะกริยาสภาวมาลาจะอยู่ในรูปของกลุ่มคำ (ซึ่งก็คือมันพร้อมที่จะไปประกอบกับ
           ส่วนอื่น ๆ จนกลายเป็นประโยคทำหน้าที่คล้ายคำนามน่ะค่ะ)  อย่างเช่น
                   ไปเที่ยวดูละคร   กริยาหลักของตัวอย่างนี้คือ "เที่ยว" 
                    ส่วน"ดูละคร" เป็นกริยาสภาวมาลา
           
                    เขาไม่ชอบทำงานคนเดียว    กริยาหลักของตัวอย่างนี้คือ "ไม่ชอบ"
                    ส่วนกลุ่มคำ "ทำงาน" คือ กริยาสภาวมาลา



พอนึกออกไหมคะ  ถ้ายังไงเขียนมาถามใหม่ได้นะคะ    Cheesy Cheesy Cheesy
« Last Edit: July 21, 2009, 04:15:01 AM by ¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯ » Logged
Pond
สมาชิกรุ่นใหญ่
****
Posts: 69


« Reply #10 on: March 10, 2010, 02:30:43 PM »

 สวัสดีครับ ผมมักจะมีปัญหาบ่อยครังเวลาที่ผมทำข้อสอบอ่านจับใจความ มันมักจะมีเนื้อเรื่องให้อ่าน แต่ปัญหาที่ผมเจอมานานก็คือ ตัวเลือกทุกข้อมักจะมีความหมายกำกวมกัน ผมเดาบ่อยมากเวลาทำข้อสอบจนผมแยกไม่ออก 
 
ตัวอย่างโจทย์ที่ผมเคยไปเจอมา
 
อาจารย์ใหญ่ : นักเรียนทุกคนฟังให้ดี โรงเรียนของเรานั้นมีชื่อเสียงมานานกว่าร้อยปี นักเรียนรุ่นก่อนต่างสร้างชื่อเสียงให้แก่       โรงเรียนมามากมาย  ครูหวังว่านักเรียนม.1ซึ่งเป็นนักเรียนรุ่นให่มของปีนี้คงจะตั้งใจเรียนและสร้างชื่อเสียงให้แก่ทางโรงเรียนต่อไป

จากบทสนทนาข้างต้น น้ำเสียงของผู้พูดเป็นอย่างไร
ก. ตักเตือน
ข. ฝากความหวัง
ค. ขอร้อง
ง. วิงวอน

ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคำตอบคือ ง. วิงวอน  ทั้งๆที่ข้อ ข. ก็น่าจะเป็นคำตอบได้เหมือนกัน แล้วเขามีหลักในการเลือกคำตอบอย่างไร

     ผมเจอโจทย์ประเภทนี้มาหลายครัง จนบางครังถึงขั้นกับปวดหัว


ผมเลยไม่รู่ว่าข้อสอบรูปแบบนี้มีมาตรฐานหรือไม่  เพราะข้อสอบรูปแบบนี้ บางครังมันก็ขึ้นอยู่กับคนออกข้อสอบด้วย เพราะถ้าเราไปคิดเลือกคำตอบแบบสวนทางกับคนออกข้อสอบ เราก็จะผิดไปเลย  มันขึ้นอยู่กับคนออกข้อสอบเป็นหลักด้วย

ผมไม่เข้าใจว่าข้อสอบแบบนี้มีมาตรฐานดีหรือเปล่า  เพราะข้อสอบอย่างนี้เป็นข้อสอบที่คิดวิเคราะห์ ซึ่งผมคิดว่ามนุษย์ทุกคนในโลกนี้มีความคิดที่แตกต่างกัน แต่ข้อสอบแบบนี้เหมือนเป็นสิ่งที่ไปกีดกั้นความคิดของคนเรา และที่โรงเรียนของผม จากสถิติที่ผมเคยไปดูมาในโรงเรียน ปรากฎว่า คนที่ได้เกรด 4 วิชา ภาษาไทยในโรงเรียนของผมน่าจะมีไม่ถึงครึ่ง  คนส่วนใหญ่สอบตกเรื่องการอ่านจับใจความซึ่งการสอบอ่านจับใจความนั้นมีนำหนักคะแนนมากพอควร

จากที่ผมเล่ามาผมไม่รู้ว่าผมจะทำอย่างไรดีจึงจะทำข้อสอบอ่านจับใจความได้คะแนนดีๆ

ก็ขอคำชี้แนะด้วยครับ ขอบคุณมากกๆๆๆๆๆๆๆๆๆครับ Smiley
Logged
¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯
สมาชิกกิตติมศักดิ์
*****
Posts: 110



« Reply #11 on: March 14, 2010, 04:24:28 PM »

ตอบน้องปอนด์ นะคะ
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักความหมายของตัวเลือกทั้ง 4 ข้อกันก่อน

ก. ตักเตือน - มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ฟังทำ/ไม่ทำ ในสิ่ง "ที่ถูกที่ควร" เพื่อให้ผู้ฟังประพฤติตนให้เข้ารูปเข้ารอยขึ้น ผู้ใหญ่กว่าจะเป็นฝ่ายเตือนผู้น้อยกว่า
ข. ฝากความหวัง - มุ่งให้ผู้ฟังทำในสิ่งที่ผู้พูดคาดหวัง ซึ่งก่อนที่ใครสักคนจะฝากความหวังไว้ที่ใครคนหนึ่งได้นั้น จะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจและวางใจพอที่จะวางมือ วางภาระ และวางความหวังเอาไว้ที่ผู้ฟังได้ เช่น บุพการีฝากความหวังในการดูแลน้องๆ ไว้กับลูกชายคนโต
ค. ขอร้อง - เน้นการขอความเห็นใจจากผู้ฟัง ทั้งนี้อาจตามมาด้วยการบอกให้ผู้ฟังทำสิ่งต่างๆ ก็ได้
ง. วิงวอน - คล้ายการขอร้อง แต่จะแฝงการขอความเห็นอกเห็นใจที่มากกว่าแค่การขอร้อง มุ่งให้ผู้ฟังตระหนักถึงความสำคัญและรู้สึกเห็นใจมากกว่า

จากโจทย์...
"นักเรียนทุกคนฟังให้ดี โรงเรียนของเรานั้นมีชื่อเสียงมานานกว่าร้อยปี นักเรียนรุ่นก่อนต่างสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนมามากมาย  ครูหวังว่านักเรียน ม.1ซึ่งเป็นนักเรียนรุ่นใหม่ของปีนี้คงจะตั้งใจเรียนและสร้างชื่อเสียงให้แก่ทางโรงเรียนต่อไป"

หนูอาจจะถูกโจทย์หลอกด้วยคำว่า "ครูหวังว่า..."
ลองย้อนกลับไปอ่านคำอธิบายความหมายของการ "ฝากความหวัง" ใหม่อีกทีค่ะ
...จะเห็นได้ว่า ก่อนที่ใครสักคนจะฝากความหวังไว้ที่ใครคนหนึ่งได้นั้น จะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจและวางใจพอที่จะวางมือ วางภาระ และวางความหวังเอาไว้ที่ผู้ฟังได้ ใช่มั้ยคะ ... จากสถานการณ์ในเรื่อง เด็กๆ รุ่นใหม่ที่เข้ามา ยังเป็นนักเรียนชั้น ม.1 อยู่เลย ครูใหญ่ท่านคงไม่ได้วางใจที่จะฝากชื่อเสียงและเกียรติยศของโรงเรียนที่สั่งสมมานานกับเด็กน้อยๆ ที่ยังไม่เคยผ่านการศึกษาอบรมจากโรงเรียนนี้หรอกค่ะ ... ดังนั้นในทางกลับกัน หากครูใหญ่พูดกับนักเรียนชั้น ม.6 ที่กำลังจะจบ และเป็นเด็กเรียนดี ความประพฤติดีมากพอที่จะ "เป็นความหวัง" ของโรงเรียนได้แล้วล่ะก็ คำตอบข้อนี้ อาจจะหมายถึงการ ฝากความหวัง ก็ได้

คิดถูกแล้วค่ะที่หนูลังเลใจระหว่างข้อ ข. กับ ง.

คราวนี้มาดูกันนะคะ ว่าอะไรเป็นเหตุผลที่ต้องตอบข้อ ง.
การวิงวอน จะคล้ายการขอร้อง แต่แฝงการขอความเห็นอกเห็นใจที่มากกว่าแค่ขอร้อง มุ่งให้ผู้ฟังตระหนักถึงความสำคัญและรู้สึกเห็นใจมากกว่า ... ที่พี่ลูกหว้าทำตัวหนาว่า มุ่งให้ผู้ฟังตระหนักถึงความสำคัญ เนี่ย ... เห็นมั้ยคะว่า ครูใหญ่ท่านพูดว่า "โรงเรียนของเรานั้นมีชื่อเสียงมานานกว่าร้อยปี นักเรียนรุ่นก่อนต่างสร้างชื่อเสียงให้แก่โรงเรียนมามากมาย  ครูหวังว่านักเรียน ม.1 ซึ่งเป็นนักเรียนรุ่นใหม่ของปีนี้คงจะตั้งใจเรียนและสร้างชื่อเสียงให้แก่ทางโรงเรียน" ... การที่ครูใหญ่ยกเอาชื่อเสียงเกียรติยศของโรงเรียนมาอ้างนั้น ก็เพื่อปลุกให้นักเรียนรุ่นใหม่มีสำนึก และให้นักเรียนตระหนักในเรื่องของ หน้าที่ ที่พึงมีต่อโรงเรียน ค่ะ

« Last Edit: March 14, 2010, 04:26:25 PM by ¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯ » Logged
¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯
สมาชิกกิตติมศักดิ์
*****
Posts: 110



« Reply #12 on: March 14, 2010, 04:31:12 PM »

เวลาทำข้อสอบลักษณะนี้
ขณะทำ น้องลองจินตนาการและสวมบทบาทดูว่า "หากเราเป็นคนเขียนข้อความ เราจะมีความรู้สึกอย่างไร"

ตัวอย่างข้อเมื่อสักครู่ หนูลองสวมบทบาทว่าตัวเองเป็นครูใหญ่คนนั้น แล้วลองนึกภาพตามไปว่า ขณะที่พูดข้อความข้างต้น อารมณ์ขณะพูดอยู่นั้น หนู (น่าจะ) กำลังรู้สึกอะไรอยู่ อย่าลืมนะคะว่าตัวหนูเองเวลานี้สวมบทบาทเป็นครูใหญ่ ... ครูใหญ่เขาเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในโรงเรียน การที่เขาจะวิงวอนให้นักเรียนสำนึกในหน้าที่ของตน เขาคงไม่ใช้ภาษาที่อ่อน หรือใช้ภาษาอ้อนวอนมากซะจนฟังดูไม่เข้มงวด แต่เขาจะใช้คำที่มีพลัง เข้มแข็ง หากแต่แฝงการโน้มน้าวใจให้นักเรียนหันมาสำรวจตัวเองและประพฤติตนไม่ให้นอกลู่นอกทางอยู่ในที ภาษาที่ใช้พูดจึงอาจเปลี่ยนไปตามลักษณะของผู้ปกครองค่ะ
Logged
Diva_Girl
สมาชิกใหม่
*
Posts: 5


« Reply #13 on: March 15, 2010, 07:00:39 PM »

ชื่อ หมิว ค่ะ  Smiley
เหมือนข้อนี้จะเฉลย ฝากความหวัง ไม่ใช่หรอคะ
เพราะอาจารย์ที่สอนหนูเคยอธิบายว่า การวิงวอน คือ การเฝ้าร้องขอด้วยอาการออดอ้อน หรือขอร้องจนทำให้เกิดความสงสาร
เช่น วิงวอนขอชีวิต
เหมือนว่า อ.ปิง จะเฉลยข้อ ฝากความหวัง นี้ด้วยเหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิดนะคะ

Logged
¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯
สมาชิกกิตติมศักดิ์
*****
Posts: 110



« Reply #14 on: March 15, 2010, 09:21:35 PM »

สวัสดีค่ะน้อง Diva_Girl
...รู้สึกว่าจะมีอีกชื่อคือ kenta นะคะ

จากที่น้องปอนด์ได้เขียนมาว่า "เพราะข้อสอบรูปแบบนี้ บางครั้งมันก็ขึ้นอยู่กับคนออกข้อสอบด้วย เพราะถ้าเราไปคิดเลือกคำตอบแบบสวนทางกับคนออกข้อสอบ เราก็จะผิดไปเลย  มันขึ้นอยู่กับคนออกข้อสอบเป็นหลักด้วย ... ข้อสอบอย่างนี้เป็นข้อสอบที่คิดวิเคราะห์ ซึ่งผมคิดว่ามนุษย์ทุกคนในโลกนี้มีความคิดที่แตกต่างกัน"

ถูกเผงเลยค่ะน้องปอนด์ ข้อสอบลักษณะนี้ สร้างความหนักใจให้กับนักเรียนมาแล้วหลายต่อหลายรุ่น เพราะเป็นข้อสอบคิดวิเคราะห์-ตีความ บ่อยครั้งจึงเกิดเหตุการณ์ตัดสินใจไม่ถูกระหว่างตัวเลือกสองตัว หรืออาจจะมากกว่านั้น

จากที่พี่ลูกหว้าอธิบายไปแล้ว หวังว่าคงจะอ่านแล้วทำความเข้าใจได้...

ความแตกต่างระหว่างการฝากความหวัง และการวิงวอน ลองอ่านใหม่อีกครั้งนะคะ ...
ฝากความหวัง - มุ่งให้ผู้ฟังทำในสิ่งที่ผู้พูดคาดหวัง ซึ่งก่อนที่ใครสักคนจะฝากความหวังไว้ที่ใครคนหนึ่งได้นั้น จะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจและวางใจพอที่จะวางมือ วางภาระ และวางความหวังเอาไว้ที่ผู้ฟังได้ เช่น บุพการีฝากความหวังในการดูแลน้องๆ ไว้กับลูกชายคนโต

วิงวอน - คล้ายการขอร้อง แต่จะแฝงการขอความเห็นอกเห็นใจที่มากกว่าแค่การขอร้อง มุ่งให้ผู้ฟังตระหนักถึงความสำคัญและรู้สึกเห็นใจมากกว่า เช่น "จำเลยวิงวอนขอความเห็นใจจากโจทก์ ด้วยเห็นแก่ที่เคยเป็นเพื่อนกันมา หากแต่ไม่ได้รับการอภัย เพราะเหตุว่า คนทำผิดต้องได้รับการลงโทษอย่างสาสม"

โจทย์ข้อนี้ จะตอบว่าฝากความหวัง หรือวิงวอน ก็อาจตีความได้ทั้งนั้น มันอาจจะขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของคนออกข้อสอบตามที่น้องปอนด์พูด

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยวิชาภาษาไทย จึงไม่เคยมีนักเรียนคนใดทำได้คะแนนเต็ม นั่นเป็นเพราะมีข้อสอบคิดวิเคราะห์ลักษณะนี้เข้ามามีผลต่อคะแนนการทำข้อสอบ บางทีอาจเป็นเพราะเราต้องคิดให้เป็นไปในทางเดียวกันกับอาจารย์ผู้ออกข้อสอบก็เป็นได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่เราคิดมาผิดๆ หรือคิดไปคนละทางโดยสิ้นเชิงกับคนออกข้อสอบนั้น เราจะยึดถือว่าจะต้องถูกต้องเสมอไป

ข้อสอบสอนทำให้เราฝึกคิด เราไม่จำเป็นจะต้องคิดตามคนอื่น แต่ต้องหัดคิดด้วยตัวเองให้เป็น โดยที่ไม่นอกลู่นอกทางจนเกินไปนัก

การเรียนภาษาที่สาม กับการอ่านตีความ-วิเคราะห์ ... มันเป็นคนละเรื่องค่ะ ...
การเรียนภาษาต่างประเทศ อย่างภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาเยอรมัน สิ่งสำคัญเลยคือต้องจำหลักภาษาให้แม่นยำ หรืออาจจะพิจารณาตามหลักภาษาไทยของพระยาอุปกิตศิลปสารก็ได้นะคะ ได้แก่ อักขรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ ซึ่งภาษาที่สาม จะเน้นไปเพียงเฉพาะ อักขรวิธี วจีวิภาค และวากยสัมพันธ์
แต่การอ่านเพื่อตีความและวิเคราะห์เนี่ย มุ่งหวังเพื่อให้นักเรียน คิดเป็น เข้าใจมนุษย์ และรู้จักความคิดของมนุษย์ได้อย่างถ่องแท้ สามารถอยู่ร่วมกับมนุษย์คนอื่นๆ ได้ ไม่ใช่เรียนแต่การท่องจำเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการฝึกฝนให้ผู้เรียน สามารถอยู่ร่วมกับคนในสังคม โดยพยายามทำความเข้าใจความคิดของผู้อื่น มีเพื่อน และอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้อย่างปราศจากปัญหา
« Last Edit: March 15, 2010, 09:28:40 PM by ¯`°.•°•.★* *★Tutor_LoOk-Wa★* *★.•°•.°`¯ » Logged
Pages: [1] 2   Go Up
Print
Jump to:  

Credit Hosting :: Theme orange-lt created by ฟิล์ม focus padexx