จำ...

(1/1)

shabar:
วันนี้ชบามีความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวของคำว่า จำ มาให้อ่านกันค่ะ ยาวไปนิดส์ แต่อ่านเพลินแถมได้ความรู้ด้วย

จำ

ในภาษาอังกฤษคำว่า จำได้ หรือ นึกออก นั้นมีอยู่หลายคำ เช่น to remember, to recall และ to recollect ทั้งสามคำนี้อาจใช้แทนกันได้เกือบทุกกรณี เช่น จะพูดว่า I remember his name. หรือ I recall his name. หรือ I recollect his name. ก็ไม่แตกต่างกัน แต่คำ to remember นั้นมีความหมายและวิธีใช้กว้างขวางกว่าอีกสองคำนั้น เช่น I remembered to pay back what I owed him. ฉันไม่ลืมที่จะใช้เงินที่เป็นหนี้เขาอยู่ (หมายความว่าฉันได้ตั้งใจไว้ว่าจะไม่บิดพริ้วในเรื่องนี้ และก็ได้ใช้คืนไปแล้ว) I remember paying him back what I owed him. ฉันจำได้ว่าใช้เงินเขาไปแล้ว (เหตุไรจึงมาทวงอีก ฯลฯ) Please remember me to your father. ฝากความคิดถึงไปยังบิดาของท่านด้วย He remembered me in his will. เขาใส่ชื่อฉันในพินัยกรรมของเขาด้วย คำว่าจำยังมีอีกคำหนึ่งก็คือ to bear in mind เช่น Please bear that in mind. จำข้อนี้ไว้ให้ดี

คำว่าจำได้หรือเก็บไว้ในความทรงจำโดยไม่ลืมนั้น นอกจากใช้ว่า to remember แล้วยังอาจใช้ว่า to hold in one’s head หรือ to carry in one’s head ได้ด้วย เช่น Can you hold all these facts in your head? หรือ Can you carry all these names in your head?
มีคำกริยาอีกตัวหนึ่งซึ่งมีความหมายใกล้เคียง to remember แต่ไม่เหมือนกันทีเดียวคือ to recognize กริยาตัวนี้แปลว่าจำได้ว่าได้พบเห็นหรือได้ยินได้ฟังมาก่อน และเมื่อมาพบเห็นเข้าอีกก็บอกได้ทันที เช่น I recognized him immediately. ฉันจำเขาได้ทันทีว่าได้พบเห็นกันมาก่อน Do you recognize the tune? ท่านบอกได้ไหมว่าเพลงอะไร (หมายความว่าเป็นเพลงที่ได้ยินได้ฟังมาก่อนแล้ว หรือเป็นเพลงมีชื่อเสียงรู้จักกันทั่วไป) ในกรณีนี้ถ้าใช้ว่า Do you remember the tune? ก็จะมีความหมายไปอีกอย่างหนึ่งคือ จำเพลงนี้ได้ไหมว่ามีทำนองอย่างไรตั้งแต่ต้นจนจบ และอาจถูกขอร้องให้ร้องให้ฟังด้วย

ในกรณีที่จำได้คลับคล้ายคลับคลาแต่ยังพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำ ในภาษาอังกฤษก็มีสำนวนว่า to ring a bell เช่น ในเรื่องเจดีย์ยุทธหัตถีซึ่งกำลังเป็นเรื่องโต้เถียงกันในขณะนี้ว่าอยู่ที่ไหนแน่นั้น มีคนๆ หนึ่งมาพูดให้ฟังว่าได้เคยอ่านพบเอกสารเรื่องหนึ่งมีกล่าวไว้ชัดเจนว่าอยู่ที่ใด เราเองก็เคยอ่านเรื่องในทำนองนี้มาเหมือนกัน แต่ไม่ได้อ่านอย่างพินิจพิเคราะห์และจำไม่ได้ว่าอ่านพบที่ไหนแน่ ก็อาจพูดว่า That rings a bell. ในทำนองตรงกันข้าม ถ้าจำไม่ได้เลยว่าได้เคยพบเห็นหรือได้ยินได้ฟังเรื่องนี้มาก่อนก็พูดว่า That does not ring a bell. สำนวนนี้เป็นภาษาพูดที่ฝรั่งใช้กันอยู่แพร่หลาย

พูดถึงเรื่องจำคนได้หรือไม่ได้มีสำนวนอังกฤษอยู่อีกคำหนึ่งคือ to place a person แปลว่าจำได้ว่าได้เคยพบที่ไหน ในโอกาสใด การจำคนได้นั้นมีหลายขั้น คือ อาจจำหน้าได้ว่าเคยพบแต่ไม่รู้ว่าที่ไหนในโอกาสใด อย่างนี้ฝรั่งจะใช้ว่า I know his face. หรือ His face is familiar but I can’t place him.

ข้อที่ว่าเหตุไรเราจึงจำเรื่องราวหรือเหตุการณ์บางสิ่งบางอย่างได้ดี แต่ลืมเหตุการณ์บางเรื่องโดยสิ้นเชิง แม้ว่าในบางกรณีอาจเป็นเรื่องที่สลักสำคัญกว่า เป็นเรื่องน่าคิด ถ้าจะพูดตามหลักจิตวิทยาสมัยใหม่บางสำนักก็ว่าเป็นเพราะว่าเหตุการณ์ที่เราลืมหรือจำไม่ได้นั้นมันเป็นเรื่องแสลงสำหรับเรา พูดง่ายๆ คือเป็นเรื่องที่เราอยากจะลืมหรือไม่คิดถึงอยู่แล้ว และความจริงที่ว่าลืมนั้นก็ไม่ใช่ลืมโดยสิ้นเชิง แต่เราผลักลงไปอยู่ในจิตใต้สำนึกหรือ the subconscious นี้เป็นเรื่องทางทฤษฏีซึ่งก็น่าฟังอยู่ไม่น้อย แต่ก็ต้องคำนึงถึงความจริงข้อหนึ่งอยู่เหมือนกันว่าความจำของคนนั้นมีขอบเขต เราไม่สามารถจำทุกสิ่งทุกอย่างได้ สิ่งที่เราจำได้มันจึงเป็นสิ่งที่มีอะไรสำคัญ หรือมีความหมายสำหรับเราผูกพันอยู่ เป็นเครื่องสะกิดใจให้จำได้ ที่เอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก็เนื่องจากมีเรื่องความพยายามจะนึกถึงเรื่องในอดีต หรือที่เรียกว่าพยายามฟื้นความจำซึ่งในภาษาอังกฤษมีสำนวน to rack one’s brains หรือ to cudgel one’s brains หมายความว่าพยายามเหลือเกินที่จะนึกให้ออก แต่ถ้าเป็นการฟื้นความจำหรือทบทวนความจำอย่างธรรมดาก็เรียกว่า to refresh one’s memory อีกสำนวนหนึ่งที่หมายถึงพยายามนึกให้ออกก็คือ to search one’s memory เช่น I have searched my memory but cant’ remember where I left my wallet.

ทีนี้คำว่า จำได้ และ จำ นั้นไม่เหมือกัน จำได้ นั้นเป็นเรื่องไม่ต้องใช้ความพยายามอย่างใด แต่ จำ เป็นเรื่องต้องพยายามด้วยวิธีต่างๆ เช่น จดไว้หรือท่องให้ขึ้นใจ คำว่าจำหรือพยายามจำนั้นในภาษาอังกฤษใช้ว่า to memorize, to commit, to memory ถ้าเป็นการท่องจำก็ใช้ว่า to learn by heart หรือ learn by role เทียบกับสำนวนไทยว่าจำขึ้นใจ อีกคำหนึ่งคือ to con หรือ to con over ตัวละคนที่จำบทของตนที่จะต้องพูดได้อย่างขึ้นใจเรียกว่า letter-perfect ซึ่งเป็นภาษาในวงการละคร

เมื่อพูดถึงเรื่องจำแล้วก็ควรพูดถึงความจำด้วย ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า memory เช่น He has a good memory for faces. เขาจำหน้าคนได้เก่ง I can’t be an historian. I have a bad memory for dates. ฉันเป็นนักประวัติศาสตร์ไม่ได้ เพราะจำวันที่เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นไม่ค่อยได้

อีกสำนวนหนึ่งที่หมายถึงความจำไม่ดีก็คือ to have a memory like a sieve คำว่า sieve นั้นหมายถึงกระด้งหรือตะแกรงสำหรับฝัดข้าว ถ้าใครมีความจำเหมือนกระด้งหรือตะแกรงก็หมายความว่าจำไม่ได้เลยเพราะลอดไปทางรูหมด

ส่วนคำว่าความจำดีนั้นนอกจากใช้ว่า good memory ยังอาจพูดว่า retentive memory ได้ คำคุณศัพท์ retentive นี้มาจากริยา to retain แปลว่าเก็บรักษาไว้ไม่ให้สูญหายไป นอกจากคำ memory ก็ยังมีคำอื่นอีกหลายคำเช่น recollection และ remembrance ซึ่งแปลว่าความจำทั้งนั้น เช่น to the best of my recollection, within my recollection, to the best of my remembrance สำนวนเหล่านี้แปลว่า เท่าที่ข้าพเจ้าจำได้ ทั้งนั้น ยังมีสำนวน within living memory ที่แปลว่าเท่าที่คนที่มีชีวิตอยู่ในขณะนี้จำได้

คำในภาษาอังกฤษที่แปลว่าความจำนี้หากใช้เป็นพหูพจน์ก็หมายถึงเรื่องในอดีตที่จำได้ หรือที่ไทยเรียกว่าความหลังนั่นเอง เช่น memories of childhood days ความหลังครั้งยังเป็นเด็ก recollections of army days ความหลังแต่ครั้งยังเป็นทหาร อีกคำหนึ่งคือ reminiscences ซึ่งแปลว่าประสบการณ์ในอดีตที่จำได้ซึ่งเอามาเล่าสุ่กันฟัง หรืออาจเขียนเป็นเรื่องเป็นราวในลักษณ์ที่เรียกว่าบันทึกความทรงจำที่ฝรั่งเรียกว่า memoirs ก็ได้ คำนี้ถ้าเป็นกริยาคือ to reminisce ก็แปลว่าระลึกถึงความหลังหรือคุยกันถึงเรื่องในอดีต เช่น I took leave when he began reminiscing. ฉันลากลับเมื่อเขาเริ่มพูดถึงความหลัง

พูดถึงการร้องเพลงหรือเล่นดนตรีโดยไม่ต้องมีโน้ตเพลงในภาษาอังกฤษเรียกว่า to sing by ear หรือ to play by ear หมายความว่าร้องหรือเล่นจากความจำ คือหูได้ยินมาก็จำไว้ จึงเรียกว่าร้องหรือเล่นด้วยหู ส่วนการเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตโดยไม่ต้องมีกระดาษจดข้อมูลที่จะพูดเป็นเครื่องช่วยนั้นเรียกว่า to speak from memory แต่ถ้าเป็นการท่องก็เรียกว่า to recite

ก่อนจบเรื่องนี้ก็อยากพูดถึงสำนวนอังกฤษที่เทียบกับสำนวนไทยว่าติดตราอยู่ในความทรงจำ ซึ่งมีอยู่หลายสำนวนเหมือนกัน เช่น to be impressed on the memory, to be imprinted on the memory, to be deeply engraved on the momory คำว่า impress และ imprint นั้นตรงกับที่ไทยว่าประทับลงไป เช่น ประทับตราหรือพิมพ์ลงไป ส่วน engrave นั้นแปลว่าแกะสลักเป็นรอยลึก ส่วนคำกริยาวิเศษณ์ที่ใช้ประกอบคำเหล่านี้นั้นอาจใช้ว่า strongly, deeply หรือ indelibly ซึ่งเป็นคำหนักแน่นมาก แปลว่าไม่มีวันลบเลือนไปได้

ที่มา: หนังสือ ภาษาอังกฤษน่ารู้ โดย วิทย์ ศิวะศริยานนท์ หน้า 114-119


วันหน้าชบาจะเอาเรื่องราวเกี่ยวกับ "เกิดอะไรขึ้น" มาให้อ่านกันคะ วันนี้ขอบั๊บบายไปก่อน

penguinz:
ขอบคุณครับ ที่มาแบ่งปันความรู้กัน  :) :) :)

shabar:
ขอบคุณค่ะคุณ penguinz

ชบาขอแก้ไขนิดส์ค่ะ ตรงคำว่า จำขึ้นใจ

learn by role ที่ถูกต้องคือ learn by rote 

ชบาขอโทษอย่างแรง เพราะตอนพิมพ์ตาลาย เพราะ text เยอะเกิน 555+

รอติดตามอ่าน เกิดอะไรขึ้น? นะคะคุณ penguinz และท่านอื่นๆ ชบาพิมพ์เสร็จแร้ววววววว

อ้อ พี่ฮ้วงขา ถ้ามีอะไรเพิ่มเติม เพิ่มเติมได้นะคะ  :D

Navigation

[0] Message Index