Archive for September, 2009

เรื่องกล้วยๆของการพูดภาษาอังกฤษ

ทำอย่างไรพี่ถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้เก่งเหมือนเจ้าของภาษาบ้าง”

 

ข้อความจากป้ายโฆษณาจากสถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่ง เห็นแล้วก็อดกล่าวถึงไม่ได้ เนื่องจากปัญหาทางการพูดภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นเรื่องที่คนไทยหลายๆท่านประสบ และยังหาวิธีแก้ไขแบบตรงเป๊ะไม่ได้สักที

 

วันนี้ครูฮ้วงเลยมีเทคนิคสำคัญที่จะช่วยทำให้คุณพูดภาษาอังกฤษเก่งขึ้นหลังจากที่อ่านรายละเอียดจนจบค่ะ

 

เทคนิคที่1: คนเขียนเก่งไม่จำเป็นต้องเป็นคนพูดภาษาอังกฤษเก่ง

 

คนไทยหลายคนคิดว่าคนที่เรียนภาษาอังกฤษเก่งๆ ทำคะแนนสอบได้สูงๆ ไม่น่าจะมีปัญหาในการพูดภาษาอังกฤษ แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งทักษะการพูดและเขียนมีวิธีการฝึกฝนที่ต่างกันค่ะ เนื่องมาจากเรื่องของการเลือกใช้คำ และความเป็นธรรมชาติของการใช้ เราลองมาเปรียบเทียบดูการใช้คำระหว่างภาษาเขียนและภาษาพูดเพื่อให้ชัดเจนกันมากขึ้นนะคะ

 

ข้อความ

—————————-

ภาษาเขียน

——————————

ภาษาพูด

——————————-

ตั๋วละครขายหมดแล้ว

—————————-

The theater sold all the tickets

——————————

“They sold out.”

——————————-

ขอโทษที่ทำให้รอ

—————————–

I made her mother wait.

——————————

“Sorry I kept you waiting.”

——————————–

ขอจองโต๊ะสำหรับสามท่านตอนแปดโมง

—————————–

He kept a table for three for eight o’clock.

——————————

“Could I reserve a table for three for eight o’clock?”

——————————-

 

เทคนิคที่ 2: ถ้าอยากพูดภาษาอังกฤษเก่งๆต้องรู้คำศัพท์เยอะๆ

 

ฝรั่งเจ้าของภาษานั้นเฉลี่ยแล้วรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่น้อยกว่า50,000 คำต่อคน  

 

อ่านแล้วอย่าเพิ่งถอดใจกันนะคะ เดี๋ยวจะคิดไปว่า เอาล่ะ! ลาออกจากงานมาเรียนสนทนาสักสามเดือนดีมั้ย  ดิฉันขอแนะนำให้ท่านที่สนใจ เรียนสนทนาไประหว่างที่ท่านทำงานไปด้วยจะได้ผลดีมาก เพราะคุณจะได้ใช้จริง และเจ้าของภาษาที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วนั้น ใช้คำศัพท์เพียงแค่ 3000 คำในชีวิตประจำวันเท่านั้น  การเอาแต่ท่องศัพท์ไม่ได้เป็นพัฒนาการพูดของคุณ แต่การรู้ศัพท์คำน้อยๆแต่ฝึกใช้คำนั้นซ้ำๆกันทุกวันจนแม่นต่างหากที่เป็นตัวช่วยค่ะ

 

เทคนิคที่3: ระวังการเลือกใช้คำศัพท์ที่คล้ายๆกัน

แม้ว่าคำศัพท์บางคำจะมีที่มา และเขียนคล้ายๆกัน แต่ระวังเรื่องการใช้ดีๆนะคะ เพราะความหมายต่างกันอย่างมากเลยค่ะ เราลองมาดูคำเหล่านี้นะคะ

politic หรือ political

เรื่องราวที่เกี่ยวกับการเมืองเราใช้ political

เช่น Jack would like to work in political career. (แจ๊คอยากจะทำงานทางด้านการเมือง)

                                                   

ส่วนถ้าหมายถึง ฉลาด ปลาดเปลื่อง เราใช้ politic ค่ะ

เช่น I don’t think it would be politic to ask for a loan right now.

 

historic หรือ historical

สองคำนี้เขียนคล้ายๆกัน แต่ใช้แทนกันไม่ได้นะคะ เพราะ historic มีความหมายว่า ที่เป็นเรื่องราวยิ่งใหญ่ในอดีต เช่น

 

We spent our holiday visiting historic houses and castles in France.

พวกเราได้ใช้เวลาช่วงวันหยุดในการไปเที่ยวตามบ้านเรือนและวิหารที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ของฝรั่งเศส

 

ส่วน historical นั้นมีความหมายว่า ที่เป็นเรื่องราวในประวัติศาสตร์ เช่น

King Arthur was a historical figure.

กษัตริย์คิงอาเธอร์ คือ บุคคลในประวัติศาตร์

 

magic หรือ magical

สองคำสุดท้ายคือคำว่า magic ซึ่งหมายถึง เกี่ยวกับมายากล หรือมนต์สะกด แต่ถ้าเป็น magical จะมีความหมายว่า เป็นเรื่องลี้ลับ น่าตื่นเต้น เช่น

The story about magic words is a magical experience.

เรื่องราวเกี่ยวกัยการร่ายมนต์เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น

 

            การพูดภาษาอังกฤษให้คล่องแคล่วเหมือนเจ้าของภาษานั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ และไม่จำเป็นที่คุณจะต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ เพราะจริงๆแล้ว คุณผู้อ่านอาจจะลืมไปว่า ในเมืองไทยของเรายังมีบุคลากรมากมายที่ใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องเท่ากับ ฝรั่งเจ้าของภาษา แถมยังมีความรู้ลึกซึ้งทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษและสามารถอธิบายให้คุณเข้าใจได้แบบไม่ต้องเสียค่าเรียนแพงลิบด้วยละคะ

 

และถ้าคุณผู้อ่านมีข้อสงสัยในภาษาอังกฤษอย่าลืมโทรศัพท์มาคุยกันได้ที่ 087-712-2955 หรือ โพสคำถามมาได้ที่ khruhuang@hotmail.com ค่ะ

 

สำหรับวันนี้ไปก่อนนะคะ

 

ครูฮ้วง

Add comment September 23rd, 2009

“ทำอย่างไรพี่ถึงจะพูดภาษาอังกฤษได้เก่งเหมือนเจ้าของภาษา”

ข้อความจากป้ายโฆษณาจากสถาบันสอนภาษาแห่งหนึ่ง เห็นแล้วก็อดกล่าวถึงไม่ได้ เนื่องจากปัญหาทางการพูดภาษาอังกฤษ ยังคงเป็นเรื่องที่คนไทยหลายๆท่านประสบ และยังหาวิธีแก้ไขแบบตรงเป๊ะไม่ได้สักที

 

วันนี้ครูฮ้วงเลยมีเทคนิคสำคัญที่จะช่วยทำให้คุณพูดภาษาอังกฤษเก่งขึ้นหลังจากที่อ่านรายละเอียดจนจบค่ะ

 

ความเข้าใจผิดที่1: คนเขียนเก่งก็จะเป็นคนพูดภาษาอังกฤษเก่งในที่สุด

 

คนไทยหลายคนคิดว่าคนที่เรียนภาษาอังกฤษเก่งๆ ทำคะแนนสอบได้สูงๆ ไม่น่าจะมีปัญหาในการพูดภาษาอังกฤษ แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งทักษะการพูดและเขียนมีวิธีการฝึกฝนที่ต่างกันค่ะ เนื่องมาจากเรื่องของการเลือกใช้คำ และความเป็นธรรมชาติของการใช้ เราลองมาเปรียบเทียบดูการใช้คำระหว่างภาษาเขียนและภาษาพูดเพื่อให้ชัดเจนกันมากขึ้นนะคะ

 

ข้อความ ภาษาเขียน ภาษาพูด
ตั๋วละครขายหมดแล้ว

—————————–

The theater sold all the tickets

———————————-

“They sold out.” 

 ———————————

ขอโทษที่ทำให้รอ

—————————-

I made her mother wait.

———————————-

“Sorry I kept you waiting.”

————————————-

ขอจองโต๊ะสำหรับสามท่านตอนแปดโมง

—————————-

He kept a table for three for eight o’clock.

———————————

“Could I reserve a table for three for eight o’clock?”

————————————-

 ความเข้าใจผิดที่สอง: ถ้าอยากพูดภาษาอังกฤษเก่งๆต้องรู้คำศัพท์เยอะๆ

 

ฝรั่งเจ้าของภาษานั้นเฉลี่ยแล้วรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่น้อยกว่า50,000 คำต่อคน  

 

อ่านแล้วอย่าเพิ่งถอดใจกันนะคะ เดี๋ยวจะคิดไปว่า เอาล่ะ! ลาออกจากงานมาเรียนสนทนาสักสามเดือนดีมั้ย  ครูฮ้วงแนะนำให้ท่านที่สนใจ เรียนสนทนาไประหว่างที่ท่านทำงานไปด้วยจะได้ผลดีมาก เพราะคุณจะได้ใช้จริง และเจ้าของภาษาที่พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วนั้น ใช้คำศัพท์เพียงแค่ 3000 คำในชีวิตประจำวันเท่านั้น  การเอาแต่ท่องศัพท์ไม่ได้เป็นพัฒนาการพูดของคุณ แต่การรู้ศัพท์คำน้อยๆแต่ฝึกใช้คำนั้นซ้ำๆกันทุกวันจนแม่นต่างหากที่เป็นตัวช่วยค่ะ

 

ความเข้าใจผิดที่สาม: คำที่เขียนคล้ายๆกันใช้แทนกันได้ 

อันนี้เป็นความผิดอันใหญ่หลวงของการพูดภาษาอังกฤษเลยล่ะค่ะ เราลองมาดูคำเหล่านี้นะคะ

politic หรือ political

เรื่องราวที่เกี่ยวกับการเมืองเราใช้ political

เช่น Jack would like to work in political career. (แจ๊คอยากจะทำงานทางด้านการเมือง)

                                                   

ส่วนถ้าหมายถึง ฉลาด ปลาดเปลื่อง เราใช้ politic ค่ะ

เช่น I don’t think it would be a politic to ask for a loan right now.

 

chance หรือ opportunity

Add comment September 22nd, 2009

สำเนียงภาษาอังกฤษนั้นสำคัญไฉน

ความท้าทายอย่างหนึ่งของการพูดภาษาอังกฤษให้ได้เหมือนเจ้าของภาษานั้น คือการเลือกออกเสียงสูงต่ำ และหนักเบาให้เหมาะสม (Intonation)

 

หลายๆท่านอาจคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษเก่งเป็นพรสวรรค์  หรือความสามารถส่วนบุคคล ซึ่งความเชื่อนี้ถือว่าผิดมหันต์เลยล่ะค่ะ เพราะการพูดภาษาอังกฤษให้ลื่นไหล และคล่องนั้นเป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้

 

ทั้งนี้ครูฮ้วงขอเริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจในการพูดภาษาอังกฤษก่อนว่า การออกเสียงที่ถูกต้อง รวมถึงการเลือกออกเสียงสูงต่ำที่เหมาะสมนั้น จะทำให้การพูดภาษาอังกฤษของคุณน่าฟัง น่าเชื่อถือ และเข้าใจความหมายได้ชัดกว่าการพูดเรียบๆให้ทุกคำมีเสียงเท่าๆกัน

 

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตรงไหนต้องออกเสียงเน้นหนักหรือเบา หรือ ตรงไหนต้องทอดเสียงสูงหรือต่ำ เรามาดูกันค่ะ

 

ข้อแรก  ให้เลือกออกเสียงเน้นหนักในคำนาม แม้ว่ากริยาในประโยคจะมีความสำคัญเท่าไรก็ตาม ดังตัวอย่างต่อไปนี้    (คำที่พิมพ์ตัวหนาคือคำที่ออกเสียงเน้นหนัก)

 

เช่น  Dogs eat bones.

 

ในประโยคข้างต้นนี้เราจะออกเสียงเน้นหนักที่ Dogs กับ bones ซึ่งเป็นคำนามในประโยคนี้

ซึ่งจะตีความหมายจากการพูดได้ว่า “ หมาน่ะ มันกินแต่กระดูก

 

ในทางกลับกันเมื่อแทนที่ด้วยคำสรรพนาม   การออกเสียงจะไปเน้นที่ตัวกริยาทันที  

เช่น  They eat them.

(ก็มันกินน่ะสิ )

 

การออกเสียงเน้นหนักเบาที่ถูกต้อง จะทำให้ผู้ฟังทราบอารมณ์ของผู้พูด และเดาทิศทางการสนทนาได้ ไม่ใช่อยู่ดีๆก็มาบอกกันหน้าตาเฉยว่า “หมากินกระดูก” ผู้ฟังอาจจะรู้สึกงง ว่ามาบอกกันทำไม

  

ข้อที่สอง เมื่อต้องการพูดเกริ่นนำเข้าเนื้อหา

 

เช่น  As we all know, English is very important.

“อย่างที่เราทราบๆกันดีอ่ะนะว่า  ภาษาอังกฤษสำคัญมาก”

 

เราจะพูดโดยขึ้นเสียงสูงในประโยค  As we all know, เพื่อเป็นการแนะนำข้อความ “English is very important.”

 

ดังนั้นคำพูดติดปากที่ว่า You know, …………จึงขึ้นเสียงสูงเสมอค่ะ

และการที่ต้องทอดเสียงให้สูง เพื่อเป็นการแสดงความรู้สึกชวนติดตามให้ผู้ฟัง เหมือนกับคนไทยบอกว่า “นี่เธอ รู้อะไรมั้ย” โดยที่เราจะไม่พูดแบบเฉิ่มๆว่า  “ คุณรู้อะไรไหม….

 

ข้อที่สาม ในการพูดถึงสิ่งของที่เป็นหมวดหมู่ เราจะขึ้นเสียงสูงทุกคำ  ยกเว้นตัวสุดท้าย

 เช่น

 

 

Dogs eat bones, water, and meat.

 

 และข้อสุดท้าย ที่พบบ่อยๆคือ การออกเสียงเน้นหนักในประโยคที่มีคำว่า “can” หรือ “ can’t”

เมื่อใดที่ประโยคต้องการบอกถึงความสามารถ เราจะออกเสียงเน้นหนักที่ตัวกริยา ที่เราทำได้เลย

เช่น I can swim.

แต่เมื่อใดที่เราต้องการบอกปัด ว่าเราทำไม่ได้ การออกเสียงเน้นหนักจะไปอยู่ที่คำว่า can’t ทันทีค่ะ

เช่น I can’t swim.

 

Intonation หรือ การออกเสียงสูงต่ำ หนักเบาในภาษาอังกฤษจะทำให้คนไทย พูดภาษาอังกฤษเพราะขึ้น เพราะมีหลักการในการลงเสียง มากกว่าการสุ่มเดาเอา ตามหลักเกณฑ์ของตัวเอง

 

และเป็นที่น่าเสียดายที่คนไทยหลายๆท่านยังคงคิดว่า เรียนภาษาอังกฤษให้พออ่านได้ ฟังรู้เรื่องโดยลืมไปว่า การออกเสียงที่ถูกต้องนั้นแหละจะเป็นตัวเพิ่มศัพยภาพในการฟัง (Listening)  เพราะเมื่อเรารู้มาตรฐานเสียงที่จะพูด(Speaking)ได้ถูกต้อง สุดท้ายเราก็จะทราบได้ทันทีว่าต่างชาติท่านที่กำลังสื่อสารอยู่กำลังพูดอะไร และความรู้สึกอย่างไร ดังนั้นการเรียนรู้เรื่องการออกเสียงทางภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่สำคัญมากไม่แพ้กับการเรียนรู้เรื่องไวยากรณ์ และศัพท์เลยล่ะค่ะ

 

และวันนี้เช่นเคยค่ะ ก่อนลาครูฮ้วงขอฝากแง่คิดดีๆไว้ให้ระหว่างสัปดาห์นะคะว่า

“A clear conscience is a good pillow.”
(French Proverb)

“การรู้จริงเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุด”

 

สนใจลงเรียนคอร์ส Business Speaking and Writing  สามารถสมัครเรียนได้ที่ www.tutoronline.co.th

หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center: 085-916-3599, 02-910-3559

Add comment September 22nd, 2009

คำผิดฮอตสุดฮิตของคนไทย

 คำผิดฮอตสุดฮิตของคนไทย

 

สวัสดีค่ะ มาพบกันอีกครั้งในช่วงอากาศร้อนๆของบ้านเรา เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้คลายความร้อนและคลายความเครียดกับการทำงานระหว่างสัปดาห์ วันนี้ครูฮ้วงจึงขอนำเสนอคำพูดผิดสุดฮอตที่คนไทยมักใช้กัน ซึ่งคำบางคำอาจเกิดจากความเคยชินได้ยินได้ฟังกันมา ครูฮ้วงขอหยิบเฉพาะบางคำหรือประโยคที่ใช้กันบ่อยๆในชีวิตการทำงานนะคะ

Yes / No อย่างไรใช้ให้ถูก???

ระหว่างการประชุมเนื่องจากอากาศร้อนจัด  ถ้าสมมติว่าจอห์นได้ขอร้องให้คุณช่วยเปิดหน้าต่างโดยการพูดว่า

John: Would you mind if I open the window?

You:  ………………………………………..

 

ในเหตุการณ์ข้างต้น การตอบว่า “Yes”อาจใช้ได้ถ้าคุณต้องการตั้งป้อมพูดสวนกลับ หรือต้องการแสดงออกว่าคุณไม่อยากให้เปิดหน้าต่างเจือความกวนๆเข้าไปในคำพุด หรือโมโหซะด้วยซ้ำ แค่การตอบว่า Yes อาจทำให้คุณมีปัญหากับผู้ถามที่ถามมาอย่างสุภาพชนว่า “Would you mind…? เนื่องจากคำตอบนั้นห้วนเกินไป เพราะมีการตอบที่สุภาพกว่านั้น

 

เมื่อผู้ถามนั้นสู้อุตส่าห์ถามด้วยสำนวนการใช้ภาษาที่สุดภาพขั้นเทพว่า “จะเป็นการรังเกียจมั้ยครับถ้าผมจะขออนุญาตเปิดหน้าต่างหน่อย” แต่ผู้ตอบนั้นกลับตอบอย่างไร้มิตรภาพกลับมาหน้าตาเฉยว่า “Yes” หรือ “รังเกียจสิ” ซึ่งในกรณีนี้ถ้าคุณยินดีกับคำขอร้องว่า Would you mind if …..? คุณสามารถตอบว่า No, certainly not. (ไม่เป็นไรค่ะ ไม่รังเกียจเลย) หรือ No, go ahead. (ไม่เป็นไรค่ะ ตามสบายเลยค่ะ)

 

“เอ้า! แล้วถ้าฉันรังเกียจล่ะ” เคยมีนักเรียนท่านหนึ่งท้วงถามมา ด้วยการที่หัวหน้าฝรั่งของเธอขอสูบบุหรี่ในห้องประชุมโดยการพูดว่า “Would you mind if I smoke?”  เหตุการณ์นี้ทำให้เธอกระอักกระอ่วนใจ เพราะเธอต้องการจะตอบในความหมายว่า “คงไม่ได้หรอกค่ะ” มากกว่าที่จะสื่อสารไปในความหมายว่า “รังเกียจค่ะ” ในกรณีเช่นนี้ครูฮ้วงขอแนะนำให้ตอบว่า “I’m sorry.” หรือ “I’m afraid not.”เป็นคำตอบที่ผ่อนรับผ่อนสู้ที่สุด และมีมารยาทพอที่จะทำให้ผู้ถามเกรงใจเราได้ค่ะ

 

Come หรือ Go ???

แค่ come และ go นี่แหละค่ะ ไปๆมาๆ ทำให้ดิฉันพลาดนัดครั้งสำคัญไปแล้ว ตอนสมัยทำงานแรกๆ ดิฉันได้นัดลูกค้าต่างชาติที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง  ขณะที่กำลังปั่นฝีเท้าอย่างสุดความเร็วไปที่ร้าน  ก็มีข้อความเข้ามาในมือถือว่า

“Where are you?”

ทันใดนั้น ท่ามกลางความเร่งรีบสุดใจ  ดิฉันก็รีบตอบข้อความนั้นว่า “I’m going, sir.” ซึ่งดิฉันต้องการบอกกับลูกค้าท่านนั้นด้วยการแปลจากภาษาไทยตรงๆจากข้อความว่า“กำลังไปค่ะ” 15 นาทีหลังจากส่งข้อความนั้นดิฉันก็ไปถึงที่ร้าน และพบว่าลูกค้าท่านนั้นกลับไปแล้ว  พบภายหลังว่า เพราะข้อความที่ดิฉันส่งว่า  “ I am going.” นี่เองคือข้อความเจ้าปัญหาที่ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่า “ดิฉันกำลังออกจากที่ร้านนะคะ” แทนที่จะสื่อสารว่า “ดิฉันกำลังไปถึงที่ร้านค่ะ”

 

ในการใช้ come หรือ go นั้น เราใช้หลักการง่ายๆคือ สถานที่ๆนัดหมายเป็นเกณท์ เราจะใช้ come เมื่อเรากำลังไปที่นั้น  และจะใช้ go เมื่อเราเดินทางออกจาก ณ ที่นั่น ดังนั้นถ้าในครั้งนั้นดิฉันใช้ว่า “ I am coming.”ลูกค้าก็จะเข้าใจว่าดิฉันกำลังเดินทางไปที่ร้าน การนัดหมายในครั้งนั้นก็คงไม่ผิดพลาด

 

ดังนั้นคุณผู้อ่านลองสังเกตง่ายๆ ในชีวิตประจำวันเมื่อมีคนรอเราทานข้าว  หรือรอจะออกจากบ้านแล้วเราต้องการบอกว่า  ไปแล้ว…ไปแล้ว  เราจะใช้ว่า I am coming.

 

 

American share คำนี้มีด้วยหรือ ???

คำกล่าวนี้ที่ว่า American share นั้นมีในภาษาอังกฤษ ซึ่งใช้ในความหมายว่า หุ้นส่วนที่ถือโดยชาวอเมริกัน แต่ไม่ได้หมายถึง ต่างคนต่างจ่ายอย่างที่คนไทยหลายๆคนต้องการสื่อกัน

 

ในสถานการณ์ที่เราต้องการบอกว่าให้ต่างคนต่างออกค่าอาหารของตัวเอง  คุณควรใช้ว่า Let’s go Dutch. ซึ่งบางท่านอาจสงสัยว่าทำไมไม่ใช้ Let’s go American. หรือ Let’s go Chinese. ที่เป็นเช่นนี้เพราะชาว ดัดซ์นั้นจะไม่มีธรรมเนียมของการเลื้ยงข้าวกัน  กินแค่ไหนก็จ่ายแค่ไหน  ส่วนประเภท อิ่มจังตังค์อยู่ครบ ไม่มีใช้ในสังคมคนดัดซ์ อย่างแน่นอน เล่าอย่างนี้ดูเป็นการกล่าวหาคนดัดซ์มากเกินไปหน่อยจริงไหมคะ  ดังนั้นภาษาอังกฤษสมัยใหม่นั้น ซึ่งคำนึงในเรื่องการหลีกเลี่ยงใช้ภาษาพาดพิงเชื้อชาติ (Racial discrimination) สำนวนภาษาของความหมายว่าต่างคนต่างจ่ายนั้น  ภาษาอังกฤษสมัยใหม่จริงๆที่เป็นทางการจึงเนะนำให้ใช้ว่าว่า “ Let’s pay your own way” จะเป็นการสุภาพกว่าการใช้ Let’s go Dutch. ซึ่งจะใช้ในหมู่เพื่อนฝูงเท่านั้นค่ะ

 

ภาษาอังกฤษเป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้เพียงแค่แวบหนึ่งคุณมีความรู้สึกว่าอยากเก่งภาษา หรืออยากใช้ภาษาเป็น นั่นเป็นสัญญาณที่ดีว่า คุณจะเริ่มเปิดรับการสื่อสารต่างๆที่เป็นภาษาอังกฤษ และถ้ามีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ อย่าเก็บไว้คนเดียวนะคะ  เขียนมาคุยกันได้ที่ www.tutoronline.co.th

  

สำหรับวันนี้ ครูฮ้วงหวังเป็นอย่างยิ่งนะคะว่า  หลังจากอ่านคอลัมน์ English Of Course! คุณผู้อ่านจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันอย่างถูกต้อง เข้าใจ และมั่นใจมากขึ้นค่ะ  และเช่นเคยค่ะวันนี้คำพูดดีๆมาฝากกันค่ะว่า

  

“The greatest problem in communication is the illusion that it has been accomplished.”

—Daniel W. Davenport 

“ปัญหาที่สำคัญที่สุดในการสื่อสารคือ ความเข้าใจผิดว่า การสื่อสารนั้นสมบูรณ์ทุกอย่างแล้ว”

 

ครูฮ้วง

Add comment September 22nd, 2009

Confusing words,สำนวนชวนปวดหัว

Afraid, Scared, Frightened

 ในสัปดาห์นื้ พี่เชอร์รี่นักเรียนคอร์สภาษาอังกฤษเพื่อนักธุรกิจ (English for Business)ได้ส่งอีเมล์คำถามจาก เบลเยียม ทันทีที่ครูฮ้วงเห็นอีเมล์ฉบับนี้แล้ว ทั้งดีใจและตื่นเต้น เพราะนานๆครั้งจะได้รับการติดต่อจากนักเรียนท่านนี้ เนื่องจากเธอเป็น Buyer ของบริษัทต่างชาติแห่งหนึ่ง และไม่ค่อยมีเวลามากนักเพราะต้องเดินทางไม่ต่างประเทศบ่อยครั้ง  และเมื่อครูฮ้วงได้อ่านอีเมล์ของคุณเชอรี่ก็รู้สึกว่า คำถามทุกคำถามของพี่นักเรียนท่านนี้น่าสนใจ เพราะคนไทยหลายๆคนน่าจะเคยสงสัยเหมือนกัน เพราะทุกครั้งที่ตรวจงานเขียนของพี่ๆนักเรียนจะเห็นว่า นักเรียนหลายๆท่านทั้งผู้ที่ทำงานระดับบริหาร หรือ พนักงาน นั้นยังคงประสบปัญหาในการเลือกใช้คำภาษาอังกฤษกันอยู่ เรามาดูกันนะคะ ว่าคำเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

คำถามจาก พี่เชอรี่ 

  1. ครูฮ้วงค่ะ เมื่อไรเราจะเลือกใช้ คำว่า afraid /scared/ frightened คะ สามคำนี้แปลว่ากลัวเหมือนกัน ใช้แทนกันได้เลยหรือเปล่าคะ??
  2. I am afraid that…. แปลว่า กลัว ใช่มั้ยคะ  ถ้าพี่ได้ยินฝรั่งชอบพูดว่า I am afraid that I cannot go with you. เค้ากลัวหรือคะ งงค่ะ ???

สองคำถามนี้น่าสนใจมากค่ะ เพราะไม่ใช่แต่เฉพาะคนไทยนะคะ ฝรั่งบางคนก็ยังมึนๆ กับการเลือกใช้คำกันอยู่แลยค่ะ

Frightened นั้นเป็นความรู้สึกตกใจกลัว  เน้นว่าตกใจมากกว่ากลัว ซึ่ง afraid กับ scared นั้น เป็นความกลัวที่ไม่ได้เกิดขึ้นกระทันหัน ผู้กลัวรู้ว่าตัวเองกลัว

            สำหรับคำว่า “รู้สึกกลัว”  นั้นเราสามารถใช้ว่า 

            I am afraid/scared/frightened.  สามคำนี้แทนกันได้ค่ะ

       

                และเมื่อไรต้องการบอกว่าเรากลัวสิ่งใด ก็แค่เติม  +of  แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ เราไม่สามารถใช้ว่า I am    frighten of+  สรรพนาม

            Most of people in the world are afraid/scared/frightened of spiders. (คนเรากลัวแมงมุมเป็นจำนวนมากที่สุด)

            Most employees are afraid of / scared of / frightened of him. (ลูกจ้างส่วนใหญ่กลัวเขากันทั้งนั้น)

 

                กลัวที่จะทำอะไรใช้  be afraid /scared/frightened to + v1

            After the experience of Tsunami, some people are afraid/scared/ frightened to    swim in the sea. (หลังซึนามิ คนบางกลุ่มรู้สึกกลัวที่จะว่ายน้ำในทะเล)

            The people were afraid/scared/frightened to jump into the deep sea when there was a big wave. (คนกลุ่มที่กล่าวมานี้ รู้สึกกลัวที่จะกระโดดลงไปในท้องทะเลลึก เวลามีคลื่นลูกใหญ่ๆในทะเล)

               

                แต่ถ้าระดับความกลัวที่สูงขึ้นไปอีกกว่ากลุ่มของ afraid/ scared/frightened เราใช้ terrified

            I am terrified of large tigers and won’t go near their cage. (ฉันกลัวเสือสุดๆเลย และไม่กล้าไปใกล้กับกรงของมัน)

 

                เมื่อต้องการขยายคำนาม ว่าสิ่งนั้น หรือ คนๆนั้นรู้สึกกลัวเราใช้ scared/frightened วางไว้หน้าคำนามได้     ยกเว้น afraid

            That is he, a scared/frightened/afraid man. (นั่นแหละ คนขี้กลัว)

 

            Frightening คือ น่ากลัว   frightened คือ รู้สึกกลัว

            It was frightening experience to go to India alone.

            She looks frightened when I told her she would lose the job.

 

  1. การใช้คำว่า I am afraid …… มีเสน่ห์มากคะ เพราะเป็นการพูดที่สุภาพเมื่อเราต้องการปฎิเสธ  หรือ พูดแจ้งข่าวร้าย เช่น

      I’m afraid John cannot come to the party tonight, he’s got to work. (แฟนฉันมางานคืนนี้ไม่ได้ค่ะ ขอโทษที  เขาติดงานน่ะค่ะ)

      หรือ เมื่อมีการเชิญชวนใดๆ แล้วเราไม่สามารถตอบรับได้ เราจะพูดว่า “ I am afraid not.” เป็นการสุภาพกว่า “No” มากมายเลยค่ะ

      I’m afraid there’s been an accident at the crossroads. Your son’s been knocked over on his bike.

      (I am afraid … ในประโยคนี่หมายถึง ฉันเสียใจที่ต้องแจ้งให้คุณทราบว่า เกิดอุบัติเหตุขึ้นเกี่ยวกับลูกชายคุณ )

           และเมื่อไรที่เราต้องพูดตอบกลับ เพื่อแจ้งข่าวร้าย เราใช้ว่า  I am afraid so. ค่ะ

Patient:  Doctor, You mean I have to stay in hospital during all my holiday.

Doctor:  I am afraid so.

 

คนไข้: หมอครับ  งั้นก็หมายความว่า ผมต้องอยู่โรงพยาบาลในช่วงวันหยุดพักร้อนของผมนะสิครับ

คุณหมอ: ผมเกรงว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นนะครับ

 

ในสถานการณ์ที่เราต้องย้ำ คำตอบที่เป็นข่าวร้าย ระวังกันหน่อยนะคะ เพราะเราไม่พูดว่า I hope so. เดี๋ยวจะมีเรื่องกันซะเปล่าๆ เพราะเหมือนเป็นการสมน้ำหน้ามากกว่า  คล้ายๆกับเราซ้ำเติมว่า  “ฉันก็อยากให้เป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว”

 

การสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมีประสิทธิภาพนั้นส่วนหนึ่งมาจากการเลือกใช้คำที่ถูกต้องทางการกล้าตัดสินใจในการเลือกใช้ความรู้ที่มีประสิทธิภาพในตัวคุณ  ดังนั้นยิ่งคุณผู้อ่านฝึกฝนการใช้ภาษามากขึ้นเท่าไร  คุณก็จะมีความมั่นใจและกล้าใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานมากขึ้น และเมื่อคุณกล้าใช้และตัดสินใจเลือกใช้คำที่สื่อความหมายมากที่สุด ไม่ใช่เฉพาะตัวคุณที่พัฒนา งานและองค์กรคุณก็จะก้าวหน้าไปพร้อมๆกับคุณอยู่เสมอค่ะ

 

วันนี้ก่อนจากกันมีคำพูดน่าคิดทางธุรกิจมาฝากกันเช่นเคยค่ะว่า

 “Whenever you see a successful business, someone once made a courageous decision” (Peter F. Drucker, writer and management consultant)

“องค์กรจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมีใครสักคนที่ก็กล้าตัดสินใจก่อน”

 

พบกันสัปดาห์หน้านะคะ

สำหรับท่านทีมีข้อซักถามภาษาอังกฤษ สามารถพิมพ์คำถามมาได้ที่กระทู้พูดคุยภาษาอังกฤษกับครูฮ้วงที่ www.tutoronline.co.th ค่ะ

 

ครูฮ้วง

 

Frightened นั้นเป็นความกลัวเป็นตกใจกลัว

 ส่วนถ้าเราต้องการบอกว่าเรากลัวใครนั้น เราไม่สามารถใช้ frightened of ได้ นะคะความแตกต่างในการใช้จะเกิดขึ้นค่ะ เช่น

I am afraid/ sca

อย่าว่าแต่คนไทยเลยค่ะ ที่รู้สึกสับสนกับการเลือกใช้คำ ขนาด ฝรั่งบางท่านยังงงกันเลย

 

                      What is the difference between scary, frightening, terrifying

when do you use afraid and when do you use scared?

Natali from Belgium writes:

When do you use afraid and when do you use scared?

 

เห็นสาม คำข้างต้นนี้แล้ว คุ้นๆ

Add comment September 22nd, 2009


 

September 2009
S M T W T F S
« Aug    
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930  

Archives

Categories

Recent Posts